วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ทดสอบการส่งงาน

ทดสอบการส่งข้อความครั้งที่ 1 ที่นี่

วันพุธที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2552

เครื่องบิน

ครื่องบิน คือ พาหนะสำหรับเดินทางที่สามารถเคลื่อนที่หรือบินไปในอากาศได้ (อากาศยาน) โดยเครื่องบินเป็นอากาศยานที่หนักกว่าอากาศ เครื่องบินสามารถบินได้โดยอาศัยแรงยกจากปีกตามหลักการของอากาศพลศาสตร์ (อากาศยานที่เบากว่าอากาศถูกเรียกว่า "เรือเหาะ") เครื่องบินมีทั้งแบบที่ใช้เครื่องยนต์ และไม่ใช้เครื่องยนต์ เครื่องบินแบบที่ไม่ใช้เครื่องยนต์จะมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า เครื่องร่อน

เครื่องบินที่มีใช้งานอยู่ทั้งสิ้นเป็นอากาศยานปีกตรึง (อังกฤษ: fixed-wing aircraft) ส่วนอากาศยานปีกหมุน/เฮลิคอปเตอร์ หรือที่บางแห่งเรียกว่า เครื่องบินปีกหมุน เป็นอากาศยานอีกชนิดหนึ่งที่มีจำนวนรองลงไป
[แก้] การบินของเครื่องบิน

มีหลายทฤษฎีที่ใช้อธิบายการบินของเครื่องบิน (แต่จนถึงวันนี้ยังมีการโต้แย้งว่าคำอธิบายต่างๆ ยังไม่สมบูรณ์)

* ทฤษฎีการเคลื่อนที่ของอากาศ (กฎของแบร์นูลลี) ที่ว่า อากาศที่เคลื่อนที่เร็วกว่าจะมีแรงกดดันต่ำกว่า โดยออกแบบให้ปีกของเครื่องบินมีความโค้งทางด้านบนและเรียบแบนทางด้านล่าง อากาศที่เคลื่อนที่ผ่านใต้ปีกเครื่องบินจะมีความเร็วต่ำกว่าทางด้านบนของปีก เครื่องบิน ความดันใต้ปีกเครื่องบินจึงสูงกว่าความดันเหนือปีกเครื่องบิน ทำให้เกิดแรงยกขึ้น ทำให้เครื่องบินบินได้
* ทฤษฎีของนิวตันกับแรงยก ที่ว่าแรงยกที่ทำให้เครื่องบินบินได้เกิดจากปีกเคลื่อนที่ด้วยความเร็วทำ มุมปะทะ (อังกฤษ: angle of attack) ที่เหมาะสมกับอากาศ และแรงยกนี้เท่ากับโมเมนต์(moment) ที่เปลี่ยนไปของอากาศ ที่ถูกปีกของเครื่องบินบังคับให้ไหลลงข้างล่าง (พฤติกรรมที่อากาศถูกบังคับให้ไหลลงข้างล่างนี้เรียกว่า "การล้างลง" อังกฤษ: downwash)
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%99

เครื่องบินรบ

อันดับจัดตาม ผลงานในการรบ, จำนวนที่สร้าง, ความน่ากลัวของเครื่อง, จำนวนปีที่ประจำการ,
Manuverbility, น้ำหนักบรรทุก:น้ำหนักตัว ครับ

ถ้าจะพูดถึงผู้ผลิตเครื่องบินแล้ว ทุกคนคงจะนึกถึงอเมเริกาครับเพราะ
America เป็นประเทศแรกที่ สร้างเครื่องบินได้
America เป็นประเทศแรกที่ ฝ่าความเร็วเสียงได้
America เป็นประเทศแรกที่ ใช้จรวดนำวิถี
America เป็นประเทศแรกที่ คิดค้นการล็อกเป้าปืนกลด้วยเรด้า
America เป็นประเทศแรกที่ ใช้ G-suit

ไปติดตามสุดยอดเครื่องบินรบอเมริกันเลยครับ..[/b][/color][/size]


อันดับ 10:F-14 Tomcat

F-14 สุดยอดเครื่องบินแห่งกองทัพเรือสหรัฐ ที่มีปีกทีเปลี่ยนมุมปะทะได้ ที่ให้ใช้ทางวิ่งน้อยลง,เร็วขึ้น,คล่องตัวมากขึ้น F-14 ตอนที่ผลิตออกมา
ใหม่ๆ มีสุดยอดเรด้าที่ไม่มีเครื่องบินลำไหนเทียบได้ในสมัยนั้น ด้วยความสามารถ ล็อกเป้า ได้พร้อมกัน 24 เป้า แล้วโจมตีได้อย่างต่อเนื่อง ครั้งละ
6 เป้า F-14 ตอนออกมาใหม่ๆ แทบจะเป็นเทคโนโลยีใหม่ทั้งลำ ทั้งเครื่องยนต์ที่วางเอียงเล็กน้อย และ จรวดนำวิธี Phenoix ที่ทำให้F-14 โด่งดัง
แต่F-14 นั้นไม่เคยได้ยิงใครตกจริงๆ ในการรบเลย มีประวิติการรบที่สั้นมากเข้าร่วม สงครามอ่าวครั้งที่ 1 และสงครามIraq แต่ก็ถูก F-18 แย่งซีน
ไปหมด จึงมาอยู่อันดับ10 ครับ



อันดับ 9: F-5 Tiger

F-5 ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อสู้กับ Mig-21 โดยเฉพาะ F-5 เป็นเครื่องบินขนาดเล็กที่มีความคล่องตัวสูงมาก เป็นเครื่องบินรบแบบแรกๆ ที่ฝ่าความเร็วเสียง
ได้ถูกสร้างขึ้นมาจำนวนมากเพราะถูก

ประวัติ F-5 ในประเทศไทยมี F-5 รุ่น 2 ที่นั่งลำแรกของโลก ปัจจุบันปลดประจำการไปแล้ว ประเทศไทยเสีย F-5 F ลำหนึ่งไปตอนเข้าโจมตีสนาม
บินลาว นักบินทั้ง2 ดีดตัวออก F-5 A ของประเทศไทยถูก Sam ของเวียดนาม ยิงตูดพังไปข้างนึง แต่ยังกลับฐานได้ ปัจจุบันประเทศไทยมี F-5
ประจำการ 2 ฝูง ทั้งหมดประมาณ 30 ลำ(ตัวเลขไม่แน่ใจ) F-5E กำลังจะปลดประจำการแล้ว แทนด้วยGripen ส่วน F-5F นั้นคงยังไม่ เพราะพึ่งจะ
ได้รับการปรับปรุงไปไม่นาน



อันดับ8 - A4 skyhawk

เล็ก แต่คล่อง เป็นเครื่องบินโจมตี ที่สามารถ เข้าไปสู้กับเครื่องบินขับไล่ได้อย่างสบายเลยครับน้ำหนักบรรทุก ของA-4 ก็เยอะ เมื่อเทียบกับน้ำหนัก
ตัว คือ 5 ตัน : 4 ตัน สงครามที่ทำให้โลกรู้จัก A-4 ก็คือสงครามForkland A-4 ใช้ Exocet จม เรือรบไป 3 ลำครับ นอกจากนี้ยังขึ้นลงจากเรือ
บรรทุกเครื่องบินได้ด้วย



อันดับ 7 : F-22 Raptor

ชี้ แจงก่อนนะครับว่าทำไมF-22 ถึงอยู่อันดับ 7 ก็เพราะว่ามันพึ่งประกาศความพร้อมรบได้แค่ ไม่กี่ปีครับ แถมยังไม่มีผลงานทางการรบเลย ทุกคน
รู้จัก F-22 กันดีอยุ่หละมั้งครับ มีการซ้อมรบครั้งนึง F-22 เคยล็อกเป้า F-15 ได้ทั้งหมด 80 ครั้ง โดยไม่ถูกยิงตกเลย F-22 มีคุณสมบัติ "Stealth"
ซึ่ง แปลว่า "ตรวจจับได้ยากนะครับ" ไม่ใช่ "ตรวจจับไม่ได้" F-22 มีขนาดเท่าลูกแก้วเมื่อมองจากเรด้าครับ ซึ่ง ถ้าเข้าใกล้พอ radar ทั่วไปก็สามารถ
ตรวจจับ F-22 ได้ และอีกอย่าง F-22 นั้นแพงมากครับ ถ้ารวมกับค่าวิจัยแล้ว ราคาจะอยู่ที่ 200ล้านเหรียญ Us $ ต่อ ลำครับ โคตรแพงเลย เอาไป
ซื้อเครื่องบินจีน 10 ลำ ดีกว่าเยอะครับ F-22 สามารถฝ่าความเร็วเสียงได้โดยไม่ต้องใช้ After Burner และท่อมีท่อไอเสียที่ปรับทิศทางได้ ส่วน
เรด้าก็มีระบบDatalink เหมือนGripen



อันดับ6 : F-18 Hornet(Super Hornet)

F-18 เป็น Multirole aircraftครับ ทำได้หลายภารกิจ F-18 ช่วงที่ผลิตออกมาใหม่ๆ นั้น "ห่วยมาก" ไม่มีใครต้องการจริงๆ พออัพเกรดมาเป็น F-18C
แล้วถึงจะดีขึ้น เครื่องยนต์ใหม่ ของ F-18 นั้นถือได้ว่า เป็นเครื่องยนต์ของเครื่องบินที่ดีที่สุดในโลก และ F-18ก็มีระบบช่วงล่างที่ดีมาก แต่ F-18
นั้นสูญเสียมากไปหน่อยในการรบ ครับ และถ้าเทียบจากความก้าวหน้าแล้ว F-18 นั้น ไม่ได้เป็นความก้าวหน้าครั้งยิ่งใหญ่ของเทคโนโลยีเลยครับ
แต่ก็ยังเป็นเครื่องที่ดีมากๆ



อันดับ 5: A-10 Thunderbolt

A-10 ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำลายรถถังโดยเฉพาะ มีรูปร่างที่น่ารักมากครับ เหมือนหมูดี เมื่อทุกคนเห็นA-10 จะสังเกตุปืน แก้ตลิ่ง 30 mm ของมัน
ทันที มีขนาดใหญ่ถึง 1/4 ของเครื่องครับ A-10 มีบทบาทในสงคราม Iraq มาก A-10 เป็นเครื่องบินที่อึดมากๆ ถ้าคุณคิดจะสอย A-10 ลงจากฟ้าให้
ได้แล้วล่ะก็ คุณจำเป็นต้องเล่นด้วยของหนักอย่าง SAM ถ้าแค่ปืนกล นะ อย่าหวังเลย



อันดับ4 : F-117 Nighthawk

ปรมาจารย์ ให้วิชาตัวเบาครับ เป็นเครื่องบินที่มีคุณสมบัติ ตรวจจับได้ยาก ลำแรกของโลก Nighthawk นั้นมีบทบาทอย่างสูงในสงครามต่อต้านการ
ก่อการ ร้าย เช่น Opertation Shock and Awe ที่F-117 40เครื่องไปถล่ม แบกแดด และกลับออกมาโดยไม่มีรอยขีดข่วนเลย ทั้งที่โดนยิงถล่มด้วย
ทุกอย่างที่ มันมีครับ F-117 ถึงแม้จะเริ่มแก่แล้วแต่ก็ยังสุดยอด เกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับเครื่องนี้คือ F-117 เคยถูกยิงตกที่บอสเนียด้วย ถูกยิง
ตกด้วยSam ครับ เป็นการย้ำว่า ไม่มี Stealth ที่สมบูรณ์แบบนะครับถ้าเข้าใกล้พอก็ยิงได้



อันดับ 3 : P-51 Mustang

นี่ คือเครื่องบินที่เปลี่ยนสถานการ์ณของสงครามโลกครั้งที่ 2 ครับ เป็นครั้งแรกที่อเมริกา มีฝูงบินคุ้มกันเครื่องบินทิ้งระเบิดถึงในเยอรมันนี ลดการสูญ
เสียไปได้มาก P-51 มีอัตราการฆ่าสูงมาก แม้แต่ในสงครามเกาหลี ก็ยังยิงเครื่องบิน Jet ตกได้ครับ

ปัจจุบันยังเป็นต้นแบบของเครื่องบินฝึก และยังใช้ในฝูงบินผาดแผลงบางฝูงด้วย



อันดับ 2: F-16 Falcon

F-16 เป็นเครื่องบินที่มีประจำการมากที่สุดในปัจจุบันคือราวๆ 4000 ลำ ถูก, คล่องตัวสูง, ใช้อาวุธได้เยอะ ทำให้F-16 เป็นสุดยอดเครื่องบินครับ
การDesignของ F-16 นั้น ถูกจงใจออกแบบมาไม่ให้ถูกตามหลักอากาศกลศาสตร์ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวให้กับครื่อง F-16 จึงต้องบินด้วยcomputer
คือ ระบบ Fly by wire ครับ ใช้computer แก้ แฟลบแก้เอียงเป็นพันๆ ครั้งใน 1 วินาที F-16 ควบคุมด้วยระบบ computer ทั้งหมด สามารถรับแรงG
ได้สูงมากๆ แต่ถูกบังคับไม่ให้แสดงท่าทางที่มนุษย์จะทนไม่ได้ คือMaximum 9G ครับ ประเทศไทยมี F-16 ประจำการ59 ลำ



และสุดยอดอันดับ 1 F-15

F-15 เป็น สุดยอดเครื่องบินของโลกครับ F-15 มีประวัติการรบที่ไม่มีใครเทียบได้ คือ ยิงเครื่องบินข้าศึกตกไปทั้งหมด 95 ลำ และไม่เคยถูกยิงตก
เลย นับเป็น30 ปีแห่ง 95-0 ที่สวยมาก F-15 ยังถูกสั่งซื้ออย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน ลูกค้ารายล่าสุดที่พึ่งส่งมอบไปคือเกาหลี และพึ่งสั่งซื้อคือ Singapore
F-15 ของอิสราเอลนั้น เคยเกิดอุบัติเหตุ ชนกับ A-4 กลางอากาศ แต่ ทำให้ F-15 ปีกหลุดไปข้างนึง แต่F-15 นั้นสามารถบินได้ด้วยปีกข้างเดียว
ความจริง แล้ว F-15 นั้นสามารถบินได้โดยไม่มีปีกได้ เครื่องยนต์ที่ใช้คือ เครื่องยนต์ของ F-16 จำนวน 2 เครื่อง ทำให้สามารถ ขึ้นสู่ยอดเขาEverest
ได้ในเวลา 1 นาทีเท่านั้นครับ นับเป็นสุดยอดแห่งเครื่องบินรบจริงๆ

นกอีมู

นกอีมู

นกอีมู มีขนหยาบแข็งสีน้ำตาลเทาตลอดลำตัว หัวและหน้าสีฟ้า ปาก ขาและเท้าจะมีสีน้ำตาลเข้มถึงดำ เท้ามีขนาดใหญ่ มีนิ้วเท้าข้างละ 3 นิ้ว
สมรรถภาพการผลิต น้ำหนัก 40-60 กิโลกรัม สูง 150-180 เซนติเมตร อายุเริ่มไข่ 3 ปี ผลผลิตไข่ 3 วัน/ฟอง ปริมาณไข่เฉลี่ย 30 ฟอง/ปี น้ำหนักไข่ 500-700 กรัม ระยะเวลาการให้ผลผลิต 7-12 ปี

http://www.dld.go.th/poultry/breed_Emu.htm

เป็ด

เป็ดเทศกบินทร์บุรี

เป็ดเทศกบินทร์บุรี เป็นเป็ดที่ได้รับการวิจัยและพัฒนามาจากเป็ดเทศบาร์บารี่ ซึ่งมาจากประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี พ.ศ. 2533 ลักษณะขนมีสีขาวปลอด ยกเว้นบริเวณกลางหัวมีจุดดำ มีการเจริญเติบโตเร็ว ให้ไข่ดก ปีละ 160-180 ฟอง/แม่เริ่มไข่เมื่ออายุ 6-7 เดือน เพศผู้โตเต็มที่ 4.5-5 กิโลกรัม เพศเมีย 2.8-3 กิโลกรัม กินอาหารวันละ 150-160 กรัม ปัจจุบันได้ขยายพันธุ์ไปทั่วประเทศ ได้รับความนิยมสูงมาก เนื่องจากเลี้ยงง่ายในสภาพชนบท เติบโตเร็ว สามารถขุนส่งตลาดได้เมื่อน้ำหนักตัว 3.5 กิโลกรัม ภายใน 60-70 วัน อัตราการแลกเนื้อ 3.5 : 1 คุณภาพเนื้อสีแดงคล้ายเนื้อโคมีไขมันต่ำ เนื่องจากขนสีขาวทำให้ราคาดี เมื่อนำไปใช้ชำแหละสามารถขยายพันธุ์ได้เอง ปัจจุบันได้ขยายพันธุ์สู่เกษตรกรทั่วทุกภาคของประเทศ

เป็ดเทศท่าพระ

เป็ดเทศพันธุ์พื้นเมืองที่เลี้ยงอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ซึ่งเป็ดเนื้อเติบโตเร็ว ตัวใหญ่ ฟักไข่ได้เอง กองบำรุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์ จึงมีนโยบายให้ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ท่าพระเลี้ยงเพื่อปรับปรุงพันธุ์ตั้งแต่ปี 2527 มุ่งเน้นเกี่ยวกับการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตไข่

ด้านการให้ผลผลิต เป็ดเทศพันธุ์ท่าพระ 2 สามารถไข่ได้เพิ่มจำนวนจากเดิม 77 ฟองต่อปี เป็น 98 ฟองต่อปี อายุเริ่มไข่ 7 เดือน ไข่ปีละ 4-5 ชุด เฉลี่ย ชุดละ 17-20 ฟอง ช่วงห่างของการไข่แต่ละชุด 52 วัน น้ำหนักไข่เฉลี่ยฟองละ 75 กรัม และกำลังดำเนินการปรับปรุงพันธุ์ เพื่อให้ผลผลิตไข่ 150 ฟองต่อปี อายุของเป็ดเทศที่เหมาะสมสำหรับขุนส่งตลาดอยู่ที่ 12 สัปดาห์ จะให้ผลผลิตสูงเริ่มจากอายุแรกเกิด-12 สัปดาห์ อาหารที่ใช้เลี้ยงจำนวน 7.25 กิโลกรัม จะได้น้ำหนักเป็ดเฉลี่ย 2.67 กิโลกรัม มีอัตราแลกเนื้อ 2.8 : 1


มะนาว

ผลมะนาวโดยทั่วไปมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4 – 4.5 เซนติเมตร ต้นมะนาวเป็นไม้พุ่มเตี้ย สูงเต็มที่ราว 5 เมตร ก้านมีหนามเล็กน้อย มักมีใบดก ใบยาวเรียวเล็กน้อย คล้ายใบส้ม ส่วนดอกสีขาวอมเหลือง ปกติจะมีดอกผลตลอดทั้งปี แต่ในช่วงหน้าแล้ง จะออกผลน้อย และมีน้ำน้อย

มะนาวเป็นพืชพื้นเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้คนในภูมิภาคนี้รู้จักและใช้ประโยชน์จากมะนาวมาช้านาน น้ำมะนาวนอกจากใช้ปรุงรสเปรี้ยวในอาหารหลายประเภทแล้ว ยังนำมาใช้เป็นเครื่องดื่ม ผสมเกลือ และน้ำตาล เป็นน้ำมะนาว ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศทั่วโลก นอกจากนี้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์บางชนิดยังนิยมฝานมะนาวเป็นชิ้นบางๆ เสียบไว้กับขอบแก้ว เพื่อใช้แต่งรส

ในผลมะนาวมีน้ำมันหอมระเหยถึง 7% แต่กลิ่นไม่ฉุนอย่างมะกรูด น้ำมะนาวจึงมีประโยชน์สำหรับใช้เป็นส่วนผสมน้ำยาทำความสะอาด เครื่องหอม และการบำบัดด้วยกลิ่น (aromatherapy) หรือน้ำยาล้างจาน ส่วนคุณสมบัติที่สำคัญ ทว่าเพิ่งได้ทราบเมื่อไม่ช้านานมานี้ (ราวคริสต์ศตวรรษที่ 19) ก็คือ การป้องกันและรักษาโรคลักปิดลักเปิด ซึ่งเคยเป็นปัญหาของนักเดินเรือมาช้านาน ภายหลังได้มีการค้นพบว่าสาเหตุที่มะนาวสามารถช่วยป้องกันโรคลักปิดลักเปิด เพราะในมะนาวมีไวตามินซีเป็นปริมาณมาก

มะนาวมีน้ำมันหอมระเหยที่ให้กลิ่นสดชื่น เพราะมีส่วนประกอบของสารซิโตรเนลลัล (Citronellal) ซิโครเนลลิล อะซีเตต (Citronellyl Acetate) ไลโมนีน (Limonene) ไลนาลูล (Linalool) เทอร์พีนีออล (Terpeneol) ฯลฯ รวมทั้งมีกรดซิตริค (Citric Acid) กรดมาลิค (Malic Acid) และกรดแอสคอร์บิก (Ascorbic Acid) ซึ่งถือเป็นกรดผลไม้ (AHA : Alpha Hydroxy Acids) กลุ่มหนึ่ง เป็นที่ยอมรับว่าช่วยให้ผิวหน้าที่เสื่อมสภาพหลุดลอกออกไป พร้อมๆ กับช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ๆ ช่วยให้รอยด่างดำหรือรอยแผลเป็นจางลง

[แก้] ชื่อของมะนาว

มะนาวก็เหมือนกับส้มทั้งหลาย ที่มีปัญหาในการจัดหมวดหมู่และแยกแยะทางอนุกรมวิธาน สำหรับชื่อวิทยาศาสตร์ที่ค้นเคยของมะนาว ก็คือ Citrus aurantifolia Swingle หรือ "Citrus aurantifolia" ( Christm & Panz ) Swing." แต่ยังมีชื่ออื่นๆ อีก ดังนี้

C. acida Roxb.
C. lima Lunan
C. medica var. ácida Brandis และ
Limonia aurantifolia Christm

สำหรับชื่อสามัญนั้น ในหลายภาษาก็เรียกชื่อแตกต่างกันไป เช่น ในภาษาอังกฤษ เรียก Mexica lime, West Indian lime, และ Key lime หรือเรียก lime สั้นๆ ก็ได้ สาเหตุที่มีหลายชื่ออาจเป็นเพราะเป็นพืชต่างถิ่น จึงไม่มีชื่อดั้งเดิมในภาษานั้นๆ ทำให้เกิดการเสนอชื่ออื่นๆ มาหลายชื่อก็เป็นได้ ส่วนในประเทศไทยยังเรียกอีกหลายชื่อ เช่น โกรยชะม้า, ปะนอเกล, ปะโหน่งกลยาน, มะนอเกละ, มะเน้าด์เล, มะลิ่ว, ส้มมะนาว, ลีมานีปีห์, หมากฟ้า

อนึ่ง คำว่า เลมอน (lemon) ในภาษาอังกฤษ หมายถึง ผลส้มอีกชนิดหนึ่ง ที่หัวท้ายมน ไม่ใช่ผลกลมอย่างมะนาวที่เรารู้จักกันดี สำหรับ มะนาวเทศ (Triphasia trifolia) นั้น เป็นพืชในวงศ์เดียวกัน (Rutaceae) กับมะนาว แต่ต่างสกุล ส่วน มะนาวควาย หรือ ส้มซ่า (Citrus medica Linn. Var. Linetta.) เป็นพืชสกุลส้มเช่นเดียวกัน แต่ต่างชนิด (สปีชีส์) กัน

ส้มนาวเป็นภาษาใต้ที่ใช้เรียกมะนาว เช่นเดียวกับทางภาคอีสานเรียกผลไม้บางอย่างว่า"บัก"ในการขึ้นต้น เช่นบักม่วงที่หมายถึงมะม่วง คำว่าส้มในภาษาใต้จะใช้เรียกผลไม้บางชนิดที่มีรสเปรี้ยว อย่าง ส้มนาว ส้มขาม เป็นต้น

[แก้] พันธุ์ที่นิยมปลูกในประเทศไทย

  1. มะนาวไข่ ผลกลม หัวท้ายยาว มีสีอ่อนคล้ายไข่เป็ด ขนาด 2-3 เซนติเมตร เปลือกบาง
  2. มะนาวแป้น ผลใหญ่ ค่อนข้างกลมแป้น เปลือกบาง มีน้ำมาก นิยมใช้บริโภคมากกว่าพันธุ์อื่นๆ
  3. มะนาวหนัง ผลอ่อนกลมยาวหัวท้ายแหลม เมื่อโตเต็มที่ผลจะมีลักษณะกลมค่อนข้างยาว มีเปลือกหนา ทำให้เก็บรักษาผลได้นาน
  4. มะนาวทราย ทรงพุ่มสวยใช้เป็นไม้ประดับ ให้ผลตลอดปีแต่ไม่ค่อยนิยมบริโภค เพราะน้ำมีรสขมเจือปน

มะนาวพันธุ์อื่น ๆ ได้แก่ มะนาวฮิตาชิ, มะนาวหวาน, มะนาวปีนัง, มะนาวโมฬี, มะนาวพม่า, มะนาวเตี้ย และมะนาวหนัง เป็นต้น (มะนาวบางพันธุ์อาจเรียกได้หลายชื่อ แต่ในที่นี้ไม่ได้สืบค้นเพื่อจำแนกเอาไว้)

[แก้] สรรพคุณทางยา

มะนาวเป็นผลไม้ที่มีกรดอินทรีย์หลายชนิด เช่น กรดซิตริก กรดมาลิค ไวตามินซี จากน้ำมะนาว ส่วนน้ำมันหอมระเหยจากผิวมะนาว มีไวตามินเอ และซี ทั้งยังมีธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูงกว่าในน้ำมะนาวอีกด้วย

มะนาวมีประโยชน์ใช้เป็นยาสมุนไพร ขับเสมหะ แก้ไอ เลือดออกตามไรฟัน เหงือกบวม นอกจากนี้ยังช่วยแก้อาการปวดศีรษะ แก้อาเจียน เมาเหล้า ขจัดคราบบุหรี่ บำรุงตา บำรุงผิว เป็นต้น

[แก้] สำนวนเกี่ยวกับมะนาว

  • มะนาวไม่มีน้ำ หมายถึง พูดไม่น่าฟัง ไม่ไพเราะ ไม่รื่นหู ห้วนๆ ขาดความนุ่มนวล
  • องุ่นเปรี้ยว มะนาวหวาน (จากนิทานอีสป แต่ใช้กันมานาน จนรู้สึกราวกับเป็นสำนวนไทยแท้) หมายถึง เลี่ยงที่จะยอมรับในสิ่งที่ตนต้องการ เนื่องจากไม่ประสบความสำเร็จ หรือเป็นไปไม่ได้ และยอมรับสิ่งที่ไม่ต้องการแทน

นอกจากนี้ยังมีการเล่นของเด็ก เรียกว่า "ซักส้าว" ที่มีเนื้อร้องกล่าวถึง "มะนาว" ดังนี้

ซักส้าวเอย มะนาวโตงเตง
ขุนนางมาเอง จะเล่นซักส้าว
มือใครยาวสาวได้สาวเอา มือใครสั้นเอาเถาวัลย์ต่อเข้า

บ้างก็ว่า

ซักส้าวเอย มะนาวโตงเตง ขุนนางมาเอง ว่าจะเล่นซักส้าว
http://th.wikipedia.org/wiki/

หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน

++หลักการ

เพื่อให้การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นไปตามแนวนโยบายการจัดการศึกษา ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.. 2542 จึงกำหนดหลักการของหลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐาน ไว้ดังนี้
1. เสริมสร้างความเป็นเอกภาพของชาติไทย มุ่งเน้นความเป็นไทย ควบคู่กับความเป็นสากล
2. เป็นการศึกษาเพื่อมวลชน ที่ประชาชนทุกคนจะได้รับการศึกษาอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน โดยสังคมทุกส่วนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
3. ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนา และเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต โดยถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุดสามารถพัฒนาตามธรรมชาติ และเต็มตามศักยภาพ
4. มีการกำหนดให้มีมาตรฐานการเรียนรู้ เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ มาตรฐานการเรียนรู้ระหว่างช่วงชั้นการศึกษา มีระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายในของสถานศึกษา และมีการทดสอบตามมาตรฐาน
5. การจัดการเรียนรู้เน้นการบูรณาการตามความเหมาะสมของแต่ละระดับการศึกษา โดยให้มีความยืดหยุ่นในเรื่องการจัดสรรเวลาและยึดมาตรฐาน การเรียนรู้เป็นหลัก
6. กำหนดให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานจัดทำหลักสูตรของสถานศึกษา ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน ชุมชน สังคม และประเทศชาติ
7. เป็นหลักสูตรที่จัดการศึกษาได้ทุกรูปแบบ ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายสามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้และประสบการณ์

- จุดหมาย

หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุขบนพื้นฐานความเป็นไทย โดยมุ่งปลูกฝังให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ดังนี้
1. มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่ดีงามในการดำเนินชีวิต ปฏิบัติตาม หลักธรรมของศาสนา มุ่งมั่นพัฒนาตนเองและสังคม ประกอบอาชีพสุจริต และ พึ่งตนเองได้
2. มีความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเอง รู้จักคิด ตัดสินใจและแก้ปัญหา อย่างรอบคอบมีเหตุผล มีความรู้อันเป็นสากล รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงและความเจริญก้าวหน้าของวิทยาการต่างๆ มีความสามารถในการสื่อสาร การจัดการ และใช้เทคโนโลยีที่จำเป็น
3. มีทักษะที่จำเป็นในการดำเนินชีวิต มีสุขภาพและบุคลิกภาพที่ดี มีสุนทรียภาพ มีความมั่นคงทางอารมณ์ และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
4. มีความภูมิใจในความเป็นไทยและประวัติความเป็นมาของชาติไทย ยึดมั่น ในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ส่งเสริมศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมของชาติ การกีฬา และภูมิปัญญาไทย
5. มีความรักท้องถิ่น ประเทศชาติ เห็นคุณค่าของประโยชน์ส่วนรวม มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ศิลปะ วัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน และ สิ่งแวดล้อม

- การจัดหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน

หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นหลักสูตรที่กำหนดให้ใช้ในการจัดการศึกษา ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สำหรับผู้เรียนทุกคน ทุกกลุ่มเป้าหมาย และทุกรูปแบบการศึกษา
สำหรับการจัดการศึกษาปฐมวัย ได้จัดให้มีหลักสูตรไว้โดยเฉพาะ เพื่อเป็นการเตรียมผู้เรียนให้พร้อมในการเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วย หลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐาน และสาระของหลักสูตรที่สถานศึกษาจัดทำขึ้นในส่วนที่เกี่ยวกับสภาพปัญหาในชุมชนและสังคมแต่ละท้องถิ่น

การจัดหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีแนวดำเนินการดังนี้

1. จัดหลักสูตรต่อเนื่อง 12 ปี โดยจัดแบ่งเป็น 4 ช่วงชั้น คือ
ช่วงชั้นที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3
ช่วงชั้นที่ 2 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6
ช่วงชั้นที่ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3
ช่วงชั้นที่ 4 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6

2. กำหนดสาระการเรียนรู้ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
2.1 สาระการเรียนรู้ หมายถึง สาระและกระบวนการที่ใช้เป็นสื่อให้ ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ประกอบด้วย 8 กลุ่ม
1) ภาษาไทย
2) คณิตศาสตร์
3) วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
4) สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
5) สุขศึกษา และพลศึกษา
6) ศิลปศึกษา
7) การงานและอาชีพ
8) ภาษาต่างประเทศ

โครงสร้างของสาระการเรียนรู้ดังกล่าว ประกอบด้วย สาระการเรียนรู้ บังคับ และสาระการเรียนรู้เลือก ดังนี้

  • สาระการเรียนรู้บังคับ เป็นสาระพื้นฐานที่จำเป็น สำหรับผู้เรียนทุกคน สำหรับภาษาต่างประเทศกำหนดเป็นภาษาอังกฤษในทุกช่วงชั้น
  • สาระการเรียนรู้เลือก เป็นสาระที่ตอบสนองความสามารถ ความถนัด และความสนใจของผู้เรียน รวมทั้งสนองความต้องการของผู้ปกครอง และ ชุมชน ทั้งด้านวิชาการ วิชาชีพ และเฉพาะทาง

    2.2 กิจกรรม พัฒนาผู้เรียน เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญของการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาขั้น พื้นฐานเพิ่มเติมจากการเรียนรู้ตามกลุ่มสาระ เป็นการเชื่อมโยงและบูรณาการสาระการเรียนรู้ตามกลุ่มสาระ ให้เข้ากับชีวิตจริง โดยการจำลองการใช้ชีวิตในสังคม ด้วยการให้ผู้เรียนเข้าร่วมกิจกรรมได้รับประสบการณ์ตรงนอกจากนี้ยังเป็นการ จัดกระบวนการแนะแนวให้ผู้เรียนรู้จักตนเองและผู้อื่น รู้สภาพ แวดล้อม รู้ปัญหา และรู้วิธีการที่จะจัดการกับตนเองอย่างสร้างสรรค์

3. สัดส่วนเวลาการจัดสาระการเรียนรู้ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
เพื่อให้การใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นไปตามหลักการ และบรรลุผลตามจุดหมายของหลักสูตร จึงกำหนดสัดส่วนเวลาของสาระการเรียนรู้ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนไว้ดังต่อไปนี้
3.1 ช่วงชั้นที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 และช่วงชั้นที่ 2 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 มีเวลาประมาณ ปีละ 1,000 ชั่วโมง ให้สถานศึกษาจัดการเรียนรู้ในเชิงบูรณาการ ตามความเหมาะสม เช่น การทำโครงงาน และพิจารณามุ่งเน้นสาระที่เป็นเครื่องมือการเรียนรู้ ได้แก่ ทักษะการอ่าน การเขียน การคิดคำนวณ และการคิดวิเคราะห์

การจัดสาระการเรียนรู้ของช่วงชั้นที่ 1 และช่วงชั้นที่ 2 ซึ่งใช้เวลาโดยประมาณ ในการจัดสาระการเรียนรู้บังคับ 80 % และเวลาในการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน 20 % สถานศึกษาสามารถยืดหยุ่นเวลาในการจัดการเรียนรู้แต่ละกลุ่มสาระได้ตามที่เห็นสมควร โดยสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของสถานศึกษา และจัดการเรียนรู้ในลักษณะโครงงาน สหวิทยาการ บูรณาการข้ามกลุ่มสาระ โดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ ดังนี้
1) กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ เน้นทักษะพื้นฐานในการติดต่อสื่อสาร
2) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เน้นทักษะพื้นฐานการคิด วิเคราะห์ วิจารณ์ (มนุษย์กับ สิ่งแวดล้อม)
3) กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปศึกษา สุขศึกษาและพลศึกษา การงานและอาชีพ เน้นการพัฒนาลักษณะนิสัย

3.2 ช่วงชั้นที่ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ให้สถานศึกษาจัดสาระการเรียนรู้เชิงบูรณาการ หรือเป็นรายวิชาหรือเป็นโครงงาน ตามความเหมาะสม โดยมีเวลาเรียนรวมประมาณปีละ 1,200 ชั่วโมง และมีสัดส่วนของสาระการเรียนรู้บังคับ 50% สาระการเรียนรู้เลือก 35% และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน 15% ของเวลาทั้งหมด สถานศึกษาสามารถยืดหยุ่นเวลาในการจัดการเรียนรู้แต่ละกลุ่มสาระได้ตามที่เห็นสมควร โดยสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของสถานศึกษา และจัดการเรียนรู้ในลักษณะ โครงงาน สหวิทยาการ บูรณาการข้ามกลุ่มสาระ

3.3 ช่วงชั้นที่ 4 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 ให้สถานศึกษาจัดสาระ การเรียนรู้ในแต่ละกลุ่มเป็นหน่วยกิต มีเวลาเรียนปีละไม่น้อยกว่า 1,200 ชั่วโมง โดยมีสัดส่วนของสาระการเรียนรู้บังคับจำนวน 30 หน่วยกิต สาระการเรียนรู้เลือกจำนวนไม่น้อยกว่า 55 หน่วยกิต และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ประมาณ 400 ชั่วโมง ของเวลาเรียนทั้งหมด สถานศึกษาสามารถยืดหยุ่นเวลาในการจัดการเรียนรู้แต่ละกลุ่มสาระได้ตามที่เห็นสมควร โดยสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของสถานศึกษา และจัดการเรียนรู้ในลักษณะ โครงงาน สหวิทยาการ บูรณาการข้ามกลุ่มสาระ

4. การจัดการศึกษาสำหรับผู้เรียนกลุ่มเป้าหมายพิเศษ

การ จัดการศึกษาสำหรับผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส ผู้มีความสามารถพิเศษ และ การจัดการศึกษาเฉพาะทาง สถานศึกษา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานต้องจัดการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนมีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาและสามารถพิจารณาปรับลดหรือเพิ่ม ระดับคุณภาพของมาตรฐานให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายนั้นๆ ได้ ทั้งนี้ให้เป็นไปตามที่กระทรวงกำหนด

เอกสารประกอบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ุทธศักราช 2544

เอกสารสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ 8 กลุ่มสาระ

1. สาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย

2. สาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ คณิตศาสตร์

3. สาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์

4. สาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมวิทยา ศาสนาและวัฒนธรรม

5. สาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษา พลศิกษา

6. สาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ ศิลปะ

7. สาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี

8. สาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ

คู่มือการจักการเรียนรู้

1. คู่มือการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย

2. คู่มือการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ คณิตศาสตร์

3. คู่มือการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์

4. คู่มือการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม

5. คู่มือการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาพลศึกษา

6. คู่มือการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ศิลปะ

7. คู่มือการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี

8. คู่มือการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ

เอกสารประกอบหลักสูตร

1. แนวทางการวัดผลและประเมินผลการศึกษา

2. แนวทางการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา

3. การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้

4. คู่มือพัฒนาสื่อการเรียนรู้

5. คู่มือการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

6. คู่มือการบริหารจัดการแนะแนว

7. แนวนโยบายในการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.. 2544

หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์

ระบบการทํางานของคอมพิวเตอร์

การทํางานของคอมพิวเตอร์ แบ่งออกเป็น 4 ส่วน ดังนี้

1. หน่วยรับข้อมูล (Input Unit)
ทําหน้าที่ในการรับข้อมูลหรือคําสั่งจากภายนอกเข้าไปเก็บไว้ในหน่วยความจํา เพื่อเตรียมประมวลผล
ข้อมูลที่ต้องการ ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้ในการนําข้อมูลที่ใช้กันอยู่ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนั้น มีอยู่หลายประเภทด้วย
กันสําหรับอุปกรณ์ที่นิยมใช้ในปัจจุบันมี ดังต่อไปนี้
- Keyboard
- Mouse
- Disk Drive
- Hard Drive
- CD-Rom
- Magnetic Tape
- Card Reader
- Scanner

2. หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit)

ทํ าหน้าที่ในการคํานวณและประมวลผล แบ่งออกเป็น 2 หน่วยย่อย คือ
- หน่วยควบคุม ทําหน้าที่ในการดูแล ควบคุมลําดับขั้นตอนของการประมวลผล และการทํางาน
ของอุปกรณ์ต่างๆ ภายในหน่วยประมวลผลกลาง และช่วยประสานงานระหว่างหน่วยประมวลผลกลาง กับ
อุปกรณ์นําเข้าข้อมูล อุปกรณ์ในการแสดงผล และหน่วยความจําสํารอง
- หน่วยคํานวณและตรรก ทําหน้าที่ในการคํานวณและเปรียบเทียบข้อมูลต่างๆ ที่ส่งมาจาก
หน่วยควบคุม และหน่วยความจํา

3. หน่วยความจํ า (Memory)
ทําหน้าที่ในการเก็บข้อมูลหรือคําสั่งต่างๆ ที่รับจากภายนอกเข้ามาเก็บไว้ เพื่อประมวลผลและยัง
เก็บผลที่ได้จากการประมวลผลไว้เพื่อแสดงผลอีกด้วย ซึ่งแบ่งออกเป็น
หน่วยความจํา เป็นหน่วยความจําที่มีอยู่ ในตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ ทําหน้าที่ในการเก็บคําสั่ง
หรือข้อมูล แบ่งออกเป็น
- ROM หน่วยความจําแบบถาวร
- RAM หน่วยความจําแบบชั่วคราว
- หน่วยความจําสํารอง เป็นหน่วยความจําที่อยู่นอกเครื่อง มีหน้าที่ช่วยให้หน่วยความจําหลัก
สามารถเก็บ ข้อมูลได้มากขึ้น

4. หน่วยแสดงผล (Output Unit)
ทําหน้าที่ในการแสดงผลลัทธ์ที่ได้หลังจากการคํานวณและประมวลผล สําหรับอุปกรณ์ที่ ทําหน้าที่
ในการแสดงผลข้อมูลที่ได้นั้นมีต่อไปนี้
- Monitor จอภาพ
- Printer เครื่องพิมพ.
- Plotter เครื่องพิมพ์ที่ใช้ปากกาในการเขียนข้อมูลต่างๆ ที่ต้องการลงกระดาษ

วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552

เรือสำราญที่ใหญ่ที่สุดในโลก

"ในที่สุดหนึ่งในบริษัทผู้ให้บริการเรือสำราญหรูของโลก รอยัล แคลิเบี้ยน ก็ได้ลบสถิติโลกด้วยการเปิดตัวเรือสำราญ หรูหราลำล่าสุดที่ ประกาศว่าเป็นเรือสำราญที่ใหญ่ที่สุดในโลก"ฟรีดอม ออฟ เดอะ ซี" FREEDOM OF THE SEAS "

ฟรีดอม ออฟ เดอะ ซี ...เรือสำราญที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ในที่สุดหนึ่งในบริษัทผู้ให้บริการเรือสำราญหรูของโลก รอยัล แคลิเบี้ยน ก็ได้ลบสถิติโลกด้วยการเปิดตัวเรือสำราญ หรูหราลำล่าสุดที่ ประกาศว่าเป็นเรือสำราญที่ใหญ่ที่สุดในโลก"ฟรีดอม ออฟ เดอะ ซี" FREEDOM OF THE SEAS อิสรภาพแห่งท้องทะเลหรือฉายา "ก็อดมาเธอร์" อย่างเป็นทางการท่ามกลางสื่อมวลชนและเอเย่นต์จากทั่วทุกมุมโลกไปแล้ว ที่ประเทศอังกฤษ

"ฟรีดอม ออฟ เดอะ ซีส์" (Freedom of the Seas) เรือสำราญขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเพิ่งได้ฤกษ์เปิดตัวลงน้ำอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมานี้เอง หากจะถามว่าใหญ่โตขนาดไหนคงบอกชนิดให้ภาพได้คร่าวๆว่า เธอ (ก็ธรรมเนียมตะวันตกยกให้เรือเป็นเพศหญิงนี่คะ) ทำให้เรือลำอื่นๆกลายเป็น "เรือแคระ"ไปในพริบตา ด้วยความสูง 237 ฟุตซึ่งหากนำมาตั้งบนบกก็จะสูงกว่าหอไอเฟลในกรุงปารีส ความยาวเรือ 1,112 ฟุต น้ำหนัก 158,000 ตัน โถงภายในเรือมีความสูงเท่ากับตึก 14 ชั้น และบนนั้นก็มีดาดฟ้าให้ผู้โดยสารขึ้นไปนั่งๆนอนๆกินลมชมวิวถึง 15 ดาดฟ้าด้วยกัน

รอยัล แคริบเบียน ครูซเซส บริษัทเดินเรือเพื่อการท่องเที่ยวและพาณิชย์ ซึ่งมีสำนักงานตั้งอยู่ในเมืองไมอามี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นเจ้าของเรือยักษ์ดังกล่าว ว่ากันว่าแม้แต่กัปตันเรือเองก็ยังเดินสำรวจได้ไม่ทั่วทุกซอกทุกมุมของเรือลำนี้ด้วยความใหญ่โตมโหฬารของมันนั่นเอง

ก่อนที่จะมีการตัดริบบิ้นฟาดขวดแชมเปญปล่อยเรือลงน้ำเอาฤกษ์เอาชัยตามธรรมเนียม เรือฟรีดอม ออฟ เดอะ ซีส์ ทดสอบการเดินทางมาแล้วในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมาโดยล่องจากเมืองฮัมบวร์กในประเทศเยอรมนีไปยังเมืองออสโล ประเทศนอรเว บรรทุกเฉพาะลูกเรือและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานประจำเรือเท่านั้น ส่วนการเปิดรับนักท่องเที่ยวเพื่อเดินทางพักผ่อนหย่อนใจเป็นชุดแรกกำลังจะเริ่มขึ้นในเดือนหน้า ต้นทางคือเมืองไมอามี่ จุดหมายปลายทางคือหมู่เกาะในทะเลแคริบเบียนฝั่งตะวันตก

กว่าจะได้เรือสวยสุดหรูออกมาขนาดนี้ รอยัล แคริบเบียนฯ ควักเงินลงทุนไปถึง 800 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 32,000 ล้านบาท แต่บริษัทก็หวังว่าในการออกเดินทางแต่ละครั้งซึ่งจะบรรทุกผู้โดยสารได้คราวละ 4,000 กว่าคน จะได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวอย่างเนืองแน่น เพราะบนนั้นเปรียบได้กับสวรรค์ลอยน้ำที่มีทุกสิ่งทุกอย่างที่ทุกคนคาดหวัง แถมด้วยบางอย่างที่คนส่วนใหญ่ไม่คาดคิดว่าจะมี เช่นทะเลจำลองที่ติดตั้งอุปกรณ์ทำคลื่นเทียมเพื่อให้นักเล่นกระดานโต้คลื่นได้ลงไปเล่นกัน นอกจากนี้ยังมีลานสเก็ตน้ำแข็ง เวทีมวย และหน้าผาเทียมความสูงเท่าตึก 13 ชั้นเอาไว้ปีนป่ายท้าทายความแข็งแกร่งของร่างกาย

สนนราคาความสุขบนเกลียวคลื่น เริ่มจาก 1,900 ดอลลาร์ (ประมาณ 76,000 บาท) เป็นตั๋วแพ็คเกจ 7 วันสำหรับผู้โดยสารที่มาเป็นคู่ ราคานี้เฉพาะในช่วงโลว์ซีซั่น แต่ถ้าเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว ห้องขนาดเดียวกัน (มีระเบียงส่วนตัว) จะขยับราคาขึ้นไปได้เกือบๆ 2,500 ดอลลาร์ (100,000 บาท) ห้องชุดสุดหรูจะมีราคาถึง 22,000 ดอลลาร์ (880,000 บาท)

เห็นราคาน่าขนลุกแบบนี้อย่าคิดว่าจะไม่มีใครกล้าจ่าย เพราะขนาดยังไม่เริ่มเปิดบริการอย่างเป็นทางการ ไอ้เจ้าห้องเดอลุกซ์ที่ว่าน่ะ มีคนจองเต็มแล้วไปจนกระทั่งถึงปี 2551 ! ใครนึกคันมือคันไม้อยากควักกะตังค์ใจจะขาด เชิญรอไปอีก 2 ปีนะจ๊ะ

+ เปรียบเทียบความมหึมาจากอดีต-ปัจจุบัน

เรือไททานิค (Titanic)
น้ำหนัก 46,329 ตัน บรรทุกผู้โดยสาร กว่า 3,500 คน เงินลงทุน 7.5 ล้านดอลลาร์ (ปีค.ศ. 1912)

เรือควีน แมรี่ 2 (Queen Mary 2)
น้ำหนัก 151,400 ตัน บรรทุกผู้โดยสาร ประมาณ 3,000 คน เงินลงทุนราว 800,000 ล้านดอลลาร์

เรือฟรีดอม ออฟ เดอะ ซีส์ (Freedom of the Seas)
น้ำหนัก 158,000 ตัน บรรทุกผู้โดยสารได้กว่า 4,000 คน เงินลงทุนประมาณ 800,000 ล้านดอลลาร์

ฟรีดอม ออฟ เดอะ ซี เกิดขึ้นภายใต้แนวคิดเพื่อลบล้างความรู้สึกน่าเบื่อหน่ายเมื่อต้องใช้ชีวิตอยู่แต่ในเรือสำราญเป็นระยะเวลานานทิ้ง เรือลำนี้จึงไม่ต่างจาก การเนรมิตรเมืองขึ้นมาเมืองหนึ่งมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และมากเกินความจำเป็นที่หาไม่ได้ในเรือสำราญลำอื่น

ไม่ว่าจะป็น วินเซิร์ป แห่งแรกแห่งเดียวในโลกที่ถูกบรรจุไว้ในเรือสำราญ H20 ศูนย์รวมแห่งสวนน้ำ สวนสนุก ลานสเก็ต สนามมวย ถนนช้อปปิ้งยาวเฟื่อย 400 กว่าฟุต ที่มีไว้บริการ ซึ่งถือว่าเป็นการบริการ ที่นอกเหนือจากที่เรือสำราญทั่วไปเพื่อสร้างความสนุกสนานให้แก่นักท่องเที่ยวอย่างไม่รู้จักคำว่า "เบื่อ" โดยมีกิจกรรมทำตลอดทั้งวัน

ส่วนการเลือกเปิดตลาดที่อังกฤษ ส่วนหนึ่ง เพราะต้องการรุกตลาดยุโรป หลังจากเป็นที่รู้จักในอเมริกากันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว โดยเส้นทางที่เรือลำนี้ให้บริการ เป็นเส้นทาง แถบ ทะเล แคลลิเบี้ยนเวสเทอร์น แคลิเบี้ยน แม็กซิโก 7 คืน เริ่มจากไมอามี่ ไปแม็กซิโก จอห์นทาวน์ จาไม้ก้า เฮติ ฯลฯ แล้วย้อนไปไมอามี่ใหม่ โดยจะเริ่มออกเดินทางทุกวันอาทิตย์

สนทราคาค่าบริการอยู่ที่เริ่มต้น 800 เหรียญยูเอส หรือราว 30,000 บาท สำหรับห้องพักที่ไม่มีหน้าต่าง และราคาสำหรับห้องพักแบบสวีทอยู่ที่ 3,750 เหรียญยูเอส หรือราว 142,500 บาทสำหรับห้องพักที่อยู่ได้ 14 คน เน้นความเป็นส่วนตั๋ว ส่วนตัว เหมาะสำหรับตลาดครอบครัว ราคานี้เป็นราคาค่าบริการเรือ แต่ถ้าเดินทางจากเมืองไทยก็ต้องรวมค่าตั๋วเครื่องบิน และอื่น ๆ อีก

ฟรีดอม ออฟ เดอะ ซี ใช้เม็ดเงินลงทุนหลายพันล้านเหรียญยูเอส โดยต่อขึ้นที่ประเทศฟินแลนด์เมื่อ 3 ปีที่แล้ว มีน้ำหนักรวม 160,000 ตัน มีทั้งหมด 20 ชั้น แต่ให้บริการเพียงแค่ 15 ชั้น

แต่ละชั้นยังได้จัดแบ่งการใช้สอยไว้อย่างเป็นระบบ เริ่มจากชั้น 2 บางส่วนจะเป็นห้องพัก , ห้องประชุม ,มีลานไอซ์สเก็ตจุคนได้ 1,200 คน กลางคืนจะมีโชว์ระดับโลก อาทิ ไอซ์ดอดคอม และห้องอินเตอร์เนต

ชั้น 3 มีอาร์ตแกลลอรี่ โฟโต้ มีการแสดงของตากล้องที่มีชื่อเสียง และมีดิสโก้เทค

ห้องอาหาร มีการตกแต่งด้วยภาพเขียน มีภาพถ่ายของลีโอนาร์โด ดาวินชี ชั้น 4 จะมีห้องคาสิโน ชั้น 5 จะเป็นถนนสายช้อปปิ้ มีความยาวของถนนไปจนถึงสุดปลายอีกด้านหนึ่งของเรือ ประมาณ 445 ฟุต หรือประมาณ 103 เมตรกว่า เรียกว่าช้อปกันไม่เบื่อ เพราะ ซ้าย-ขวามีร้านค้า เรียงรายให้เลือกซื้อ เลือกใช้บริการด้านความงามทั้งร้านทำผมคุณผู้ชาย ร้านหนังสือ ร้านขายของที่ระลึก ร้านไอศรีม ผับสไตล์อังกฤษ แชมเปญบาร์ ร้านกาแฟชื่อดัง เรียกว่ามีบริการหลากหลายจนเลือกไม่ถูก

ชั้น 6 เป็นห้องเพรสซิเด้นท์สวีท เป็นห้องพักที่ค่อนข้างหรูหรา ส่วนชั้น 7 ?ชั้น 9 จะเป็นห้องพักทั่วไป ชั้น 10 จะเป็นในส่วนของเอนเตอร์เทนเม้นท์ ชั้น 11 จะเป็นร้านอาหาร ชั้น 12-ชั้น 13 เป็นส่วนของเอดเวนเจอร์ และจะเป็น H2O โซนก็จะเป็นสวนน้ำสำหรับเด็กและครอบครัว ส่วนบริการอื่นๆ ก็ไล่เลียงกันมาตามชั้นต่าง ๆ อาทิ เกมส์ สนามบาสเก็ตบอล ,วอลเล่ย์บอล สนามกอล์ฟมินิ 9 หลุม สระว่ายน้ำ เลานจ์ที่อยู่บนยอดสูงสุดของเรือทำให้มองเห็นวิวทิวทัศน์ของท้องทะเลในมุมมอง 360 อาศาทีเดียว

ฟรีดอม ออฟ เดอะ ซี จุผู้โดยสารได้สูงสุดถึง 4 พันคน ไม่รวมลูกเรืออีกร่วมพันคน ทุกอย่างฟรีหมดยกเว้นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรืออาหารชนิดพิเศษที่ต้องจ่ายเพิ่มเป็นค่าจอง หมายความว่าลูกค้าโทรเข้าไปจองก็จะเสียค่าจอง 20 เหรียญหรือ 760 บาท หลังจากนั้นจะสั่งอะไรก็ได้ มีบริการรูมเซอร์วิส 24 ชั่วโมง สามารถสั่งอาหารรับประทานได้ตลอดเวลา

เรือสำราญที่ใหญ่ที่สุดในโลก

"ในที่สุดหนึ่งในบริษัทผู้ให้บริการเรือสำราญหรูของโลก รอยัล แคลิเบี้ยน ก็ได้ลบสถิติโลกด้วยการเปิดตัวเรือสำราญ หรูหราลำล่าสุดที่ ประกาศว่าเป็นเรือสำราญที่ใหญ่ที่สุดในโลก"ฟรีดอม ออฟ เดอะ ซี" FREEDOM OF THE SEAS "

ฟรีดอม ออฟ เดอะ ซี ...เรือสำราญที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ในที่สุดหนึ่งในบริษัทผู้ให้บริการเรือสำราญหรูของโลก รอยัล แคลิเบี้ยน ก็ได้ลบสถิติโลกด้วยการเปิดตัวเรือสำราญ หรูหราลำล่าสุดที่ ประกาศว่าเป็นเรือสำราญที่ใหญ่ที่สุดในโลก"ฟรีดอม ออฟ เดอะ ซี" FREEDOM OF THE SEAS อิสรภาพแห่งท้องทะเลหรือฉายา "ก็อดมาเธอร์" อย่างเป็นทางการท่ามกลางสื่อมวลชนและเอเย่นต์จากทั่วทุกมุมโลกไปแล้ว ที่ประเทศอังกฤษ

"ฟรีดอม ออฟ เดอะ ซีส์" (Freedom of the Seas) เรือสำราญขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเพิ่งได้ฤกษ์เปิดตัวลงน้ำอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมานี้เอง หากจะถามว่าใหญ่โตขนาดไหนคงบอกชนิดให้ภาพได้คร่าวๆว่า เธอ (ก็ธรรมเนียมตะวันตกยกให้เรือเป็นเพศหญิงนี่คะ) ทำให้เรือลำอื่นๆกลายเป็น "เรือแคระ"ไปในพริบตา ด้วยความสูง 237 ฟุตซึ่งหากนำมาตั้งบนบกก็จะสูงกว่าหอไอเฟลในกรุงปารีส ความยาวเรือ 1,112 ฟุต น้ำหนัก 158,000 ตัน โถงภายในเรือมีความสูงเท่ากับตึก 14 ชั้น และบนนั้นก็มีดาดฟ้าให้ผู้โดยสารขึ้นไปนั่งๆนอนๆกินลมชมวิวถึง 15 ดาดฟ้าด้วยกัน

รอยัล แคริบเบียน ครูซเซส บริษัทเดินเรือเพื่อการท่องเที่ยวและพาณิชย์ ซึ่งมีสำนักงานตั้งอยู่ในเมืองไมอามี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นเจ้าของเรือยักษ์ดังกล่าว ว่ากันว่าแม้แต่กัปตันเรือเองก็ยังเดินสำรวจได้ไม่ทั่วทุกซอกทุกมุมของเรือลำนี้ด้วยความใหญ่โตมโหฬารของมันนั่นเอง

ก่อนที่จะมีการตัดริบบิ้นฟาดขวดแชมเปญปล่อยเรือลงน้ำเอาฤกษ์เอาชัยตามธรรมเนียม เรือฟรีดอม ออฟ เดอะ ซีส์ ทดสอบการเดินทางมาแล้วในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมาโดยล่องจากเมืองฮัมบวร์กในประเทศเยอรมนีไปยังเมืองออสโล ประเทศนอรเว บรรทุกเฉพาะลูกเรือและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานประจำเรือเท่านั้น ส่วนการเปิดรับนักท่องเที่ยวเพื่อเดินทางพักผ่อนหย่อนใจเป็นชุดแรกกำลังจะเริ่มขึ้นในเดือนหน้า ต้นทางคือเมืองไมอามี่ จุดหมายปลายทางคือหมู่เกาะในทะเลแคริบเบียนฝั่งตะวันตก

กว่าจะได้เรือสวยสุดหรูออกมาขนาดนี้ รอยัล แคริบเบียนฯ ควักเงินลงทุนไปถึง 800 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 32,000 ล้านบาท แต่บริษัทก็หวังว่าในการออกเดินทางแต่ละครั้งซึ่งจะบรรทุกผู้โดยสารได้คราวละ 4,000 กว่าคน จะได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวอย่างเนืองแน่น เพราะบนนั้นเปรียบได้กับสวรรค์ลอยน้ำที่มีทุกสิ่งทุกอย่างที่ทุกคนคาดหวัง แถมด้วยบางอย่างที่คนส่วนใหญ่ไม่คาดคิดว่าจะมี เช่นทะเลจำลองที่ติดตั้งอุปกรณ์ทำคลื่นเทียมเพื่อให้นักเล่นกระดานโต้คลื่นได้ลงไปเล่นกัน นอกจากนี้ยังมีลานสเก็ตน้ำแข็ง เวทีมวย และหน้าผาเทียมความสูงเท่าตึก 13 ชั้นเอาไว้ปีนป่ายท้าทายความแข็งแกร่งของร่างกาย

สนนราคาความสุขบนเกลียวคลื่น เริ่มจาก 1,900 ดอลลาร์ (ประมาณ 76,000 บาท) เป็นตั๋วแพ็คเกจ 7 วันสำหรับผู้โดยสารที่มาเป็นคู่ ราคานี้เฉพาะในช่วงโลว์ซีซั่น แต่ถ้าเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว ห้องขนาดเดียวกัน (มีระเบียงส่วนตัว) จะขยับราคาขึ้นไปได้เกือบๆ 2,500 ดอลลาร์ (100,000 บาท) ห้องชุดสุดหรูจะมีราคาถึง 22,000 ดอลลาร์ (880,000 บาท)

เห็นราคาน่าขนลุกแบบนี้อย่าคิดว่าจะไม่มีใครกล้าจ่าย เพราะขนาดยังไม่เริ่มเปิดบริการอย่างเป็นทางการ ไอ้เจ้าห้องเดอลุกซ์ที่ว่าน่ะ มีคนจองเต็มแล้วไปจนกระทั่งถึงปี 2551 ! ใครนึกคันมือคันไม้อยากควักกะตังค์ใจจะขาด เชิญรอไปอีก 2 ปีนะจ๊ะ

+ เปรียบเทียบความมหึมาจากอดีต-ปัจจุบัน

เรือไททานิค (Titanic)
น้ำหนัก 46,329 ตัน บรรทุกผู้โดยสาร กว่า 3,500 คน เงินลงทุน 7.5 ล้านดอลลาร์ (ปีค.ศ. 1912)

เรือควีน แมรี่ 2 (Queen Mary 2)
น้ำหนัก 151,400 ตัน บรรทุกผู้โดยสาร ประมาณ 3,000 คน เงินลงทุนราว 800,000 ล้านดอลลาร์

เรือฟรีดอม ออฟ เดอะ ซีส์ (Freedom of the Seas)
น้ำหนัก 158,000 ตัน บรรทุกผู้โดยสารได้กว่า 4,000 คน เงินลงทุนประมาณ 800,000 ล้านดอลลาร์

ฟรีดอม ออฟ เดอะ ซี เกิดขึ้นภายใต้แนวคิดเพื่อลบล้างความรู้สึกน่าเบื่อหน่ายเมื่อต้องใช้ชีวิตอยู่แต่ในเรือสำราญเป็นระยะเวลานานทิ้ง เรือลำนี้จึงไม่ต่างจาก การเนรมิตรเมืองขึ้นมาเมืองหนึ่งมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และมากเกินความจำเป็นที่หาไม่ได้ในเรือสำราญลำอื่น

ไม่ว่าจะป็น วินเซิร์ป แห่งแรกแห่งเดียวในโลกที่ถูกบรรจุไว้ในเรือสำราญ H20 ศูนย์รวมแห่งสวนน้ำ สวนสนุก ลานสเก็ต สนามมวย ถนนช้อปปิ้งยาวเฟื่อย 400 กว่าฟุต ที่มีไว้บริการ ซึ่งถือว่าเป็นการบริการ ที่นอกเหนือจากที่เรือสำราญทั่วไปเพื่อสร้างความสนุกสนานให้แก่นักท่องเที่ยวอย่างไม่รู้จักคำว่า "เบื่อ" โดยมีกิจกรรมทำตลอดทั้งวัน

ส่วนการเลือกเปิดตลาดที่อังกฤษ ส่วนหนึ่ง เพราะต้องการรุกตลาดยุโรป หลังจากเป็นที่รู้จักในอเมริกากันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว โดยเส้นทางที่เรือลำนี้ให้บริการ เป็นเส้นทาง แถบ ทะเล แคลลิเบี้ยนเวสเทอร์น แคลิเบี้ยน แม็กซิโก 7 คืน เริ่มจากไมอามี่ ไปแม็กซิโก จอห์นทาวน์ จาไม้ก้า เฮติ ฯลฯ แล้วย้อนไปไมอามี่ใหม่ โดยจะเริ่มออกเดินทางทุกวันอาทิตย์

สนทราคาค่าบริการอยู่ที่เริ่มต้น 800 เหรียญยูเอส หรือราว 30,000 บาท สำหรับห้องพักที่ไม่มีหน้าต่าง และราคาสำหรับห้องพักแบบสวีทอยู่ที่ 3,750 เหรียญยูเอส หรือราว 142,500 บาทสำหรับห้องพักที่อยู่ได้ 14 คน เน้นความเป็นส่วนตั๋ว ส่วนตัว เหมาะสำหรับตลาดครอบครัว ราคานี้เป็นราคาค่าบริการเรือ แต่ถ้าเดินทางจากเมืองไทยก็ต้องรวมค่าตั๋วเครื่องบิน และอื่น ๆ อีก

ฟรีดอม ออฟ เดอะ ซี ใช้เม็ดเงินลงทุนหลายพันล้านเหรียญยูเอส โดยต่อขึ้นที่ประเทศฟินแลนด์เมื่อ 3 ปีที่แล้ว มีน้ำหนักรวม 160,000 ตัน มีทั้งหมด 20 ชั้น แต่ให้บริการเพียงแค่ 15 ชั้น

แต่ละชั้นยังได้จัดแบ่งการใช้สอยไว้อย่างเป็นระบบ เริ่มจากชั้น 2 บางส่วนจะเป็นห้องพัก , ห้องประชุม ,มีลานไอซ์สเก็ตจุคนได้ 1,200 คน กลางคืนจะมีโชว์ระดับโลก อาทิ ไอซ์ดอดคอม และห้องอินเตอร์เนต

ชั้น 3 มีอาร์ตแกลลอรี่ โฟโต้ มีการแสดงของตากล้องที่มีชื่อเสียง และมีดิสโก้เทค

ห้องอาหาร มีการตกแต่งด้วยภาพเขียน มีภาพถ่ายของลีโอนาร์โด ดาวินชี ชั้น 4 จะมีห้องคาสิโน ชั้น 5 จะเป็นถนนสายช้อปปิ้ มีความยาวของถนนไปจนถึงสุดปลายอีกด้านหนึ่งของเรือ ประมาณ 445 ฟุต หรือประมาณ 103 เมตรกว่า เรียกว่าช้อปกันไม่เบื่อ เพราะ ซ้าย-ขวามีร้านค้า เรียงรายให้เลือกซื้อ เลือกใช้บริการด้านความงามทั้งร้านทำผมคุณผู้ชาย ร้านหนังสือ ร้านขายของที่ระลึก ร้านไอศรีม ผับสไตล์อังกฤษ แชมเปญบาร์ ร้านกาแฟชื่อดัง เรียกว่ามีบริการหลากหลายจนเลือกไม่ถูก

ชั้น 6 เป็นห้องเพรสซิเด้นท์สวีท เป็นห้องพักที่ค่อนข้างหรูหรา ส่วนชั้น 7 ?ชั้น 9 จะเป็นห้องพักทั่วไป ชั้น 10 จะเป็นในส่วนของเอนเตอร์เทนเม้นท์ ชั้น 11 จะเป็นร้านอาหาร ชั้น 12-ชั้น 13 เป็นส่วนของเอดเวนเจอร์ และจะเป็น H2O โซนก็จะเป็นสวนน้ำสำหรับเด็กและครอบครัว ส่วนบริการอื่นๆ ก็ไล่เลียงกันมาตามชั้นต่าง ๆ อาทิ เกมส์ สนามบาสเก็ตบอล ,วอลเล่ย์บอล สนามกอล์ฟมินิ 9 หลุม สระว่ายน้ำ เลานจ์ที่อยู่บนยอดสูงสุดของเรือทำให้มองเห็นวิวทิวทัศน์ของท้องทะเลในมุมมอง 360 อาศาทีเดียว

ฟรีดอม ออฟ เดอะ ซี จุผู้โดยสารได้สูงสุดถึง 4 พันคน ไม่รวมลูกเรืออีกร่วมพันคน ทุกอย่างฟรีหมดยกเว้นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรืออาหารชนิดพิเศษที่ต้องจ่ายเพิ่มเป็นค่าจอง หมายความว่าลูกค้าโทรเข้าไปจองก็จะเสียค่าจอง 20 เหรียญหรือ 760 บาท หลังจากนั้นจะสั่งอะไรก็ได้ มีบริการรูมเซอร์วิส 24 ชั่วโมง สามารถสั่งอาหารรับประทานได้ตลอดเวลา

เรือสำราญที่ใหญ่ที่สุดในโลก

"ในที่สุดหนึ่งในบริษัทผู้ให้บริการเรือสำราญหรูของโลก รอยัล แคลิเบี้ยน ก็ได้ลบสถิติโลกด้วยการเปิดตัวเรือสำราญ หรูหราลำล่าสุดที่ ประกาศว่าเป็นเรือสำราญที่ใหญ่ที่สุดในโลก"ฟรีดอม ออฟ เดอะ ซี" FREEDOM OF THE SEAS "

ฟรีดอม ออฟ เดอะ ซี ...เรือสำราญที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ในที่สุดหนึ่งในบริษัทผู้ให้บริการเรือสำราญหรูของโลก รอยัล แคลิเบี้ยน ก็ได้ลบสถิติโลกด้วยการเปิดตัวเรือสำราญ หรูหราลำล่าสุดที่ ประกาศว่าเป็นเรือสำราญที่ใหญ่ที่สุดในโลก"ฟรีดอม ออฟ เดอะ ซี" FREEDOM OF THE SEAS อิสรภาพแห่งท้องทะเลหรือฉายา "ก็อดมาเธอร์" อย่างเป็นทางการท่ามกลางสื่อมวลชนและเอเย่นต์จากทั่วทุกมุมโลกไปแล้ว ที่ประเทศอังกฤษ

"ฟรีดอม ออฟ เดอะ ซีส์" (Freedom of the Seas) เรือสำราญขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเพิ่งได้ฤกษ์เปิดตัวลงน้ำอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมานี้เอง หากจะถามว่าใหญ่โตขนาดไหนคงบอกชนิดให้ภาพได้คร่าวๆว่า เธอ (ก็ธรรมเนียมตะวันตกยกให้เรือเป็นเพศหญิงนี่คะ) ทำให้เรือลำอื่นๆกลายเป็น "เรือแคระ"ไปในพริบตา ด้วยความสูง 237 ฟุตซึ่งหากนำมาตั้งบนบกก็จะสูงกว่าหอไอเฟลในกรุงปารีส ความยาวเรือ 1,112 ฟุต น้ำหนัก 158,000 ตัน โถงภายในเรือมีความสูงเท่ากับตึก 14 ชั้น และบนนั้นก็มีดาดฟ้าให้ผู้โดยสารขึ้นไปนั่งๆนอนๆกินลมชมวิวถึง 15 ดาดฟ้าด้วยกัน

รอยัล แคริบเบียน ครูซเซส บริษัทเดินเรือเพื่อการท่องเที่ยวและพาณิชย์ ซึ่งมีสำนักงานตั้งอยู่ในเมืองไมอามี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นเจ้าของเรือยักษ์ดังกล่าว ว่ากันว่าแม้แต่กัปตันเรือเองก็ยังเดินสำรวจได้ไม่ทั่วทุกซอกทุกมุมของเรือลำนี้ด้วยความใหญ่โตมโหฬารของมันนั่นเอง

ก่อนที่จะมีการตัดริบบิ้นฟาดขวดแชมเปญปล่อยเรือลงน้ำเอาฤกษ์เอาชัยตามธรรมเนียม เรือฟรีดอม ออฟ เดอะ ซีส์ ทดสอบการเดินทางมาแล้วในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมาโดยล่องจากเมืองฮัมบวร์กในประเทศเยอรมนีไปยังเมืองออสโล ประเทศนอรเว บรรทุกเฉพาะลูกเรือและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานประจำเรือเท่านั้น ส่วนการเปิดรับนักท่องเที่ยวเพื่อเดินทางพักผ่อนหย่อนใจเป็นชุดแรกกำลังจะเริ่มขึ้นในเดือนหน้า ต้นทางคือเมืองไมอามี่ จุดหมายปลายทางคือหมู่เกาะในทะเลแคริบเบียนฝั่งตะวันตก

กว่าจะได้เรือสวยสุดหรูออกมาขนาดนี้ รอยัล แคริบเบียนฯ ควักเงินลงทุนไปถึง 800 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 32,000 ล้านบาท แต่บริษัทก็หวังว่าในการออกเดินทางแต่ละครั้งซึ่งจะบรรทุกผู้โดยสารได้คราวละ 4,000 กว่าคน จะได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวอย่างเนืองแน่น เพราะบนนั้นเปรียบได้กับสวรรค์ลอยน้ำที่มีทุกสิ่งทุกอย่างที่ทุกคนคาดหวัง แถมด้วยบางอย่างที่คนส่วนใหญ่ไม่คาดคิดว่าจะมี เช่นทะเลจำลองที่ติดตั้งอุปกรณ์ทำคลื่นเทียมเพื่อให้นักเล่นกระดานโต้คลื่นได้ลงไปเล่นกัน นอกจากนี้ยังมีลานสเก็ตน้ำแข็ง เวทีมวย และหน้าผาเทียมความสูงเท่าตึก 13 ชั้นเอาไว้ปีนป่ายท้าทายความแข็งแกร่งของร่างกาย

สนนราคาความสุขบนเกลียวคลื่น เริ่มจาก 1,900 ดอลลาร์ (ประมาณ 76,000 บาท) เป็นตั๋วแพ็คเกจ 7 วันสำหรับผู้โดยสารที่มาเป็นคู่ ราคานี้เฉพาะในช่วงโลว์ซีซั่น แต่ถ้าเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว ห้องขนาดเดียวกัน (มีระเบียงส่วนตัว) จะขยับราคาขึ้นไปได้เกือบๆ 2,500 ดอลลาร์ (100,000 บาท) ห้องชุดสุดหรูจะมีราคาถึง 22,000 ดอลลาร์ (880,000 บาท)

เห็นราคาน่าขนลุกแบบนี้อย่าคิดว่าจะไม่มีใครกล้าจ่าย เพราะขนาดยังไม่เริ่มเปิดบริการอย่างเป็นทางการ ไอ้เจ้าห้องเดอลุกซ์ที่ว่าน่ะ มีคนจองเต็มแล้วไปจนกระทั่งถึงปี 2551 ! ใครนึกคันมือคันไม้อยากควักกะตังค์ใจจะขาด เชิญรอไปอีก 2 ปีนะจ๊ะ

+ เปรียบเทียบความมหึมาจากอดีต-ปัจจุบัน

เรือไททานิค (Titanic)
น้ำหนัก 46,329 ตัน บรรทุกผู้โดยสาร กว่า 3,500 คน เงินลงทุน 7.5 ล้านดอลลาร์ (ปีค.ศ. 1912)

เรือควีน แมรี่ 2 (Queen Mary 2)
น้ำหนัก 151,400 ตัน บรรทุกผู้โดยสาร ประมาณ 3,000 คน เงินลงทุนราว 800,000 ล้านดอลลาร์

เรือฟรีดอม ออฟ เดอะ ซีส์ (Freedom of the Seas)
น้ำหนัก 158,000 ตัน บรรทุกผู้โดยสารได้กว่า 4,000 คน เงินลงทุนประมาณ 800,000 ล้านดอลลาร์

ฟรีดอม ออฟ เดอะ ซี เกิดขึ้นภายใต้แนวคิดเพื่อลบล้างความรู้สึกน่าเบื่อหน่ายเมื่อต้องใช้ชีวิตอยู่แต่ในเรือสำราญเป็นระยะเวลานานทิ้ง เรือลำนี้จึงไม่ต่างจาก การเนรมิตรเมืองขึ้นมาเมืองหนึ่งมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และมากเกินความจำเป็นที่หาไม่ได้ในเรือสำราญลำอื่น

ไม่ว่าจะป็น วินเซิร์ป แห่งแรกแห่งเดียวในโลกที่ถูกบรรจุไว้ในเรือสำราญ H20 ศูนย์รวมแห่งสวนน้ำ สวนสนุก ลานสเก็ต สนามมวย ถนนช้อปปิ้งยาวเฟื่อย 400 กว่าฟุต ที่มีไว้บริการ ซึ่งถือว่าเป็นการบริการ ที่นอกเหนือจากที่เรือสำราญทั่วไปเพื่อสร้างความสนุกสนานให้แก่นักท่องเที่ยวอย่างไม่รู้จักคำว่า "เบื่อ" โดยมีกิจกรรมทำตลอดทั้งวัน

ส่วนการเลือกเปิดตลาดที่อังกฤษ ส่วนหนึ่ง เพราะต้องการรุกตลาดยุโรป หลังจากเป็นที่รู้จักในอเมริกากันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว โดยเส้นทางที่เรือลำนี้ให้บริการ เป็นเส้นทาง แถบ ทะเล แคลลิเบี้ยนเวสเทอร์น แคลิเบี้ยน แม็กซิโก 7 คืน เริ่มจากไมอามี่ ไปแม็กซิโก จอห์นทาวน์ จาไม้ก้า เฮติ ฯลฯ แล้วย้อนไปไมอามี่ใหม่ โดยจะเริ่มออกเดินทางทุกวันอาทิตย์

สนทราคาค่าบริการอยู่ที่เริ่มต้น 800 เหรียญยูเอส หรือราว 30,000 บาท สำหรับห้องพักที่ไม่มีหน้าต่าง และราคาสำหรับห้องพักแบบสวีทอยู่ที่ 3,750 เหรียญยูเอส หรือราว 142,500 บาทสำหรับห้องพักที่อยู่ได้ 14 คน เน้นความเป็นส่วนตั๋ว ส่วนตัว เหมาะสำหรับตลาดครอบครัว ราคานี้เป็นราคาค่าบริการเรือ แต่ถ้าเดินทางจากเมืองไทยก็ต้องรวมค่าตั๋วเครื่องบิน และอื่น ๆ อีก

ฟรีดอม ออฟ เดอะ ซี ใช้เม็ดเงินลงทุนหลายพันล้านเหรียญยูเอส โดยต่อขึ้นที่ประเทศฟินแลนด์เมื่อ 3 ปีที่แล้ว มีน้ำหนักรวม 160,000 ตัน มีทั้งหมด 20 ชั้น แต่ให้บริการเพียงแค่ 15 ชั้น

แต่ละชั้นยังได้จัดแบ่งการใช้สอยไว้อย่างเป็นระบบ เริ่มจากชั้น 2 บางส่วนจะเป็นห้องพัก , ห้องประชุม ,มีลานไอซ์สเก็ตจุคนได้ 1,200 คน กลางคืนจะมีโชว์ระดับโลก อาทิ ไอซ์ดอดคอม และห้องอินเตอร์เนต

ชั้น 3 มีอาร์ตแกลลอรี่ โฟโต้ มีการแสดงของตากล้องที่มีชื่อเสียง และมีดิสโก้เทค

ห้องอาหาร มีการตกแต่งด้วยภาพเขียน มีภาพถ่ายของลีโอนาร์โด ดาวินชี ชั้น 4 จะมีห้องคาสิโน ชั้น 5 จะเป็นถนนสายช้อปปิ้ มีความยาวของถนนไปจนถึงสุดปลายอีกด้านหนึ่งของเรือ ประมาณ 445 ฟุต หรือประมาณ 103 เมตรกว่า เรียกว่าช้อปกันไม่เบื่อ เพราะ ซ้าย-ขวามีร้านค้า เรียงรายให้เลือกซื้อ เลือกใช้บริการด้านความงามทั้งร้านทำผมคุณผู้ชาย ร้านหนังสือ ร้านขายของที่ระลึก ร้านไอศรีม ผับสไตล์อังกฤษ แชมเปญบาร์ ร้านกาแฟชื่อดัง เรียกว่ามีบริการหลากหลายจนเลือกไม่ถูก

ชั้น 6 เป็นห้องเพรสซิเด้นท์สวีท เป็นห้องพักที่ค่อนข้างหรูหรา ส่วนชั้น 7 ?ชั้น 9 จะเป็นห้องพักทั่วไป ชั้น 10 จะเป็นในส่วนของเอนเตอร์เทนเม้นท์ ชั้น 11 จะเป็นร้านอาหาร ชั้น 12-ชั้น 13 เป็นส่วนของเอดเวนเจอร์ และจะเป็น H2O โซนก็จะเป็นสวนน้ำสำหรับเด็กและครอบครัว ส่วนบริการอื่นๆ ก็ไล่เลียงกันมาตามชั้นต่าง ๆ อาทิ เกมส์ สนามบาสเก็ตบอล ,วอลเล่ย์บอล สนามกอล์ฟมินิ 9 หลุม สระว่ายน้ำ เลานจ์ที่อยู่บนยอดสูงสุดของเรือทำให้มองเห็นวิวทิวทัศน์ของท้องทะเลในมุมมอง 360 อาศาทีเดียว

ฟรีดอม ออฟ เดอะ ซี จุผู้โดยสารได้สูงสุดถึง 4 พันคน ไม่รวมลูกเรืออีกร่วมพันคน ทุกอย่างฟรีหมดยกเว้นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรืออาหารชนิดพิเศษที่ต้องจ่ายเพิ่มเป็นค่าจอง หมายความว่าลูกค้าโทรเข้าไปจองก็จะเสียค่าจอง 20 เหรียญหรือ 760 บาท หลังจากนั้นจะสั่งอะไรก็ได้ มีบริการรูมเซอร์วิส 24 ชั่วโมง สามารถสั่งอาหารรับประทานได้ตลอดเวลา

ระบบสุริยะ

ระบบสุริยะ (อังกฤษ: Solar System) ประกอบด้วยดวงอาทิตย์และวัตถุอื่นๆ ที่โคจรรอบดวงอาทิตย์เนื่องจากแรงโน้มถ่วง ได้แก่ ดาวเคราะห์ 8 ดวงกับดวงจันทร์บริวารที่ค้นพบแล้ว 166 ดวง[1] ดาวเคราะห์แคระ 3 ดวงกับดวงจันทร์บริวารที่ค้นพบแล้ว 4 ดวง กับวัตถุขนาดเล็กอื่นๆ อีกนับล้านชิ้น ซึ่งรวมถึง ดาวเคราะห์น้อย วัตถุในแถบไคเปอร์ ดาวหาง สะเก็ดดาว และฝุ่นระหว่างดาวเคราะห์

โดยทั่วไปแล้วจะแบ่งย่านต่างๆ ของระบบสุริยะ นับจากดวงอาทิตย์ออกมาดังนี้คือ ดาวเคราะห์ชั้นในจำนวน 4 ดวง แถบดาวเคราะห์น้อย ดาวเคราะห์ขนาดใหญ่รอบนอกจำนวน 4 ดวง และแถบไคเปอร์ซึ่งประกอบด้วยวัตถุที่เย็นจัดเป็นน้ำแข็ง พ้นจากแถบไคเปอร์ออกไปเป็นเขตแถบจานกระจาย ขอบเขตเฮลิโอพอส (เขตแดนตามทฤษฎีที่ซึ่งลมสุริยะสิ้นกำลังลงเนื่องจากมวลสารระหว่างดวงดาว) และพ้นไปจากนั้นคือย่านของเมฆออร์ต

กระแสพลาสมาที่ไหลออกจากดวงอาทิตย์ (หรือลมสุริยะ) จะแผ่ตัวไปทั่วระบบสุริยะ สร้างโพรงขนาดใหญ่ขึ้นในสสารระหว่างดาวเรียกกันว่า เฮลิโอสเฟียร์ ซึ่งขยายออกไปจากใจกลางของแถบจานกระจาย

ดาวเคราะห์ชั้นเอกทั้ง 8 ดวงในระบบสุริยะ เรียงลำดับจากใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดออกไป มีดังนี้คือ ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน

นับถึงกลางปี ค.ศ. 2008 วัตถุขนาดย่อมกว่าดาวเคราะห์จำนวน 5 ดวง ได้รับการจัดระดับให้เป็นดาวเคราะห์แคระ ได้แก่ ซีรีสในแถบดาวเคราะห์น้อย กับวัตถุอีก 4 ดวงที่โคจรรอบดวงอาทิตย์อยู่ในย่านพ้นดาวเนปจูน คือ ดาวพลูโต (ซึ่งเดิมเคยถูกจัดระดับไว้เป็นดาวเคราะห์) เฮาเมอา มาคีมาคี และ อีรีส

มีดาวเคราะห์ 6 ดวงและดาวเคราะห์แคระ 3 ดวงที่มีดาวบริวารโคจรอยู่รอบๆ เราเรียกดาวบริวารเหล่านี้ว่า "ดวงจันทร์" ตามอย่างดวงจันทร์ของโลก นอกจากนี้ดาวเคราะห์ชั้นนอกยังมีวงแหวนดาวเคราะห์อยู่รอบตัวอันประกอบด้วยเศษฝุ่นและอนุภาคขนาดเล็ก

สำหรับคำว่า ระบบดาวเคราะห์ ใช้เมื่อกล่าวถึงระบบดาวโดยทั่วไปที่มีวัตถุต่างๆ โคจรรอบดาวฤกษ์ คำว่า "ระบบสุริยะ" ควรใช้เฉพาะกับระบบดาวเคราะห์ที่มีโลกเป็นสมาชิก และไม่ควรเรียกว่า "ระบบสุริยจักรวาล" อย่างที่เรียกกันติดปาก เนื่องจากไม่เกี่ยวข้องกับคำว่า "จักรวาล" ตามนัยที่ใช้ในปัจจุบัน

ดาวเคราะห์

ดาวเคราะห์ (กรีก: πλανήτης; อังกฤษ: planetes หรือ "ผู้พเนจร") คือวัตถุขนาดใหญ่ที่โคจรรอบดาวฤกษ์ ก่อนคริสต์ทศวรรษ 1990 มีดาวเคราะห์ที่เรารู้จักเพียง 9 ดวง (ทั้งหมดอยู่ในระบบสุริยะและในสมัยนั้นนับรวมดาวพลูโต) ปัจจุบันเรารู้จักดาวเคราะห์ใหม่อีกมากกว่า 100 ดวง ซึ่งเป็นดาวเคราะห์นอกระบบ คือ โคจรรอบดาวฤกษ์ดวงอื่นที่ไม่ใช่ดวงอาทิตย์

ทฤษฎีที่เป็นที่ยอมรับกันมากที่สุดในปัจจุบันกล่าวว่าดาวเคราะห์ก่อตัวขึ้นจากการยุบตัวลงของกลุ่มฝุ่นและแก๊ส พร้อมๆ กับการก่อกำเนิดดวงอาทิตย์ที่ใจกลาง ดาวเคราะห์ไม่มีแสงสว่างในตัวเอง สามารถมองเห็นได้เนื่องจากพื้นผิวสะท้อนแสงจากดวงอาทิตย์ ดาวเคราะห์ส่วนใหญ่ในระบบสุริยะมีดาวบริวารโคจรรอบ ยกเว้นดาวพุธและดาวศุกร์ และสามารถพบระบบวงแหวนได้ในดาวเคราะห์ขนาดใหญ่อย่างดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน มีเพียงดาวเสาร์เท่านั้นที่สามารถมองเห็นวงแหวนได้ชัดเจนด้วยกล้องโทรทรรศน์

ดาราศาสตร์

ดาราศาสตร์ คือวิชาวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาวัตถุท้องฟ้า (อาทิ ดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ ดาวหาง และดาราจักร) รวมทั้งปรากฏการณ์ทางธรรมชาติต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากนอกชั้นบรรยากาศของโลก โดยศึกษาเกี่ยวกับวิวัฒนาการ ลักษณะทางกายภาพ ทางเคมี ทางอุตุนิยมวิทยา และการเคลื่อนที่ของวัตถุท้องฟ้า ตลอดจนถึงการกำเนิดและวิวัฒนาการของเอกภพ[1][2][3]

ดาราศาสตร์เป็นหนึ่งในสาขาของวิทยาศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุด นักดาราศาสตร์ในวัฒนธรรมโบราณสังเกตการณ์ดวงดาวบนท้องฟ้าในเวลากลางคืน และวัตถุทางดาราศาสตร์หลายอย่างก็ได้ถูกค้นพบเรื่อยมาตามยุคสมัย อย่างไรก็ตาม กล้องโทรทรรศน์เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่จำเป็นก่อนที่จะมีการพัฒนามาเป็นวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ตั้งแต่อดีตกาล ดาราศาสตร์ประกอบไปด้วยสาขาที่หลากหลายเช่น การวัดตำแหน่งดาว การเดินเรือดาราศาสตร์ ดาราศาสตร์เชิงสังเกตการณ์ การสร้างปฏิทิน และรวมทั้งโหราศาสตร์ แต่ดาราศาสตร์ทุกวันนี้ถูกจัดว่ามีความหมายเหมือนกับฟิสิกส์ดาราศาสตร์ ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา ดาราศาสตร์ได้แบ่งออกเป็นสองสาขาได้แก่ ดาราศาสตร์เชิงสังเกตการณ์ และดาราศาสตร์เชิงทฤษฎี ดาราศาสตร์เชิงสังเกตการณ์จะให้ความสำคัญไปที่การเก็บและการวิเคราะห์ข้อมูล โดยการใช้ความรู้ทางกายภาพเบื้องต้นเป็นหลัก ส่วนดาราศาสตร์เชิงทฤษฎีให้ความสำคัญไปที่การพัฒนาคอมพิวเตอร์หรือแบบจำลองเชิงวิเคราะห์ เพื่ออธิบายวัตถุท้องฟ้าและปรากฏการณ์ต่างๆ ทั้งสองสาขานี้เป็นองค์ประกอบซึ่งกันและกัน กล่าวคือ ดาราศาสตร์เชิงทฤษฎีใช้อธิบายผลจากการสังเกตการณ์ และดาราศาสตร์เชิงสังเกตการณ์ใช้ในการรับรองผลจากทางทฤษฎี

การค้นพบสิ่งต่างๆ ในเรื่องของดาราศาสตร์ที่เผยแพร่โดยนักดาราศาสตร์สมัครเล่นนั้นมีความสำคัญมาก และดาราศาสตร์ก็เป็นหนึ่งในวิทยาศาสตร์จำนวนน้อยสาขาที่นักดาราศาสตร์สมัครเล่นยังคงมีบทบาท โดยเฉพาะการค้นพบหรือการสังเกตการณ์ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว

ไม่ควรสับสนระหว่างดาราศาสตร์โบราณกับโหราศาสตร์ ซึ่งเป็นความเชื่อที่นำเอาเหตุการณ์และพฤติกรรมของมนุษย์ไปเกี่ยวโยงกับตำแหน่งของวัตถุท้องฟ้า แม้ว่าทั้งดาราศาสตร์และโหราศาสตร์เกิดมาจากจุดร่วมเดียวกัน และมีส่วนหนึ่งของวิธีการศึกษาที่เหมือนกัน เช่นการบันทึกตำแหน่งดาว (ephemeris) แต่ทั้งสองอย่างก็แตกต่างกัน [4]

ในปี ค.ศ. 2009 นี้เป็นการครบรอบ 400 ปีของการพิสูจน์แนวคิดเรื่องดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาล ของ นิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส อันเป็นการพลิกคติและโค่นความเชื่อเก่าแก่เรื่องโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาลของอริสโตเติลที่มีมาเนิ่นนาน โดยการใช้กล้องโทรทรรศน์สังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ของกาลิเลโอซึ่งช่วยยืนยันแนวคิดของโคเปอร์นิคัส องค์การสหประชาชาติจึงได้ประกาศให้ปีนี้เป็นปีดาราศาสตร์สาก มีเป้าหมายเพื่อให้สาธารณชนได้มีส่วนร่วมและทำความเข้าใจกับดาราศาสตร์มากขึ้น

ประวัติโรงเรียนเตรียมทหาร

ประวัติความเป็นมา โรงเรียนเตรียมทหาร เป็นสถาบันการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สังกัด กรมยุทธศึกษาทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด และเป็นสถาบันการศึกษาแห่งเดียวใน ประเทศไทยaที่เป็นศูนย์รวมเบื้องต้นสำหรับผู้ที่จะเข้าศึกษาต่อ ในโรงเรียนนายร้อยพระ จุลจอมเกล้า โรงเรียนนายเรือ โรงเรียนนายเรืออากาศ และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ กระ รวงกลาโหมได้ตั้งโรงเรียนเตรียมทหารขึ้น เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2501 ด้วยการรวมโรงเรียนเตรียมนายร้อย โรงเรียนเตรียมนายเรือ และ โรงเรียนเตรียมนายเรืออากาศ เข้าด้วยกันโดยมีจุดมุ่งหมาย เพื่อให้นายทหาร นายตำรวจ ได้มีโอกาสรับการ ศึกษาอบรม และการฝึกในเบื้องต้นร่วมกันที่โรงเรียนเตรียมทหาร เพื่อให้มีโอกาสได้ รู้จักคุ้นเคย มีความสามัคคีกลมเกลียว เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มีความคิดจิตใจร่วมกันแต่ เยาว์วัย ซึ่งจะส่งผลให้ทั้ง 3 เหล่าทัพ และ กรมตำรวจ สามารถประสานงานกันได้ด้วยดี และปฏิบัติงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในระยะแรกที่กำลังรอการก่อสร้าง โรงเรียนเตรียมทหาร ได้อาศัยอยู่ที่โรงเรียน นายร้อยพระจุลจอมเกล้า ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ เป็นการชั่วคราวและได้ย้ายมาอยู่ ณ ที่ตั้งปัจจุบันที่ถนนพระราม 4 แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน เมื่อ พ.ศ. 2504

วันพุธที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2552

สำหรับแม่น้อยกว่านี้ได้ยังงัย

แม่นี้มีบุญคุณอันใหญ่หลวง
คำว่า "แม่"
นั้นมีความหมายมากมายสำหรับคนทุกคน
เพราะแม่เป็นผู้ให้ชีวิตทั้งชีวิตของเรา

ประวัติหัวหน้าคาคูเลนเจอร์


ชื่อ นายพีระยุทธ แสนทวีสุข ชื่อเล่น พีท

ชั้น ม.5/2 เลขที่ 2

โรงเรียนอาเวมารีอา

การ์ตูนที่ชอบ Hunter X Hunter , Ueki

อาหารที่โปรดปราน ข้าวมันไก่

เวลาว่างก็ เล่นเกมส์



เบอร์โทรศัพท์ 089-626-604-0


เวลาที่ใช้สร้างบล๊อก 19 นาที 28 วินาที


ผู้แนะนำ คุณครูวีระชน ไพสาทย์

การทำงาน ง่ายนิดเดียว(จิ๊บๆ)